Please select your language
|
||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| HOME | ABOUT US | CONTACT | CANCER | FAQ | PRODUCT | MEMBER | SITE MAP | LINK |
ข้ามเวลาหารัก vs ข้ามเวลาหามะเร็งยุคมัมมี่

ใครเคยดูทีวีช่อง 5 เรื่อง ข้ามเวลาหารัก เป็นที่มาของเรื่องนี้
ข้ามเวลาหารัก เป็นเรื่องราวในปี 2535 ของชายหนุ่มที่ชื่อ เพชร (บี้) นักร้องในผับผู้ฝันอยากมีชื่อเสียงโด่งดัง โดยมี แพรพิมพ์ (วิว) แฟนสาว คอยให้กำลังใจเสมอ แต่พ่อของแพรพิมพ์ไม่ชอบเพชรจึงวางแผนให้พิมพ์หมั้นกับ พิษณุ (สถาพร) พิมพ์กับเพชรจึงหนีไปอยู่ด้วยกันที่หัวหิน วันหนึ่งทั้งคู่ไปเที่ยวงานวัด แล้วเกิดมีปากเสียง เพชรจึงแยกตัวจากพิมพ์ไปที่ซุ้มหมอดู และได้พบกับเจ้าพ่อไทรงาม (ครูมืด) เทพารักษ์ประจำต้นไทร ที่รู้ว่าเพชรมีเคราะห์หนัก จึงใช้อิทธิฤทธิ์ดึงเพชรไปยังปี 2554 เพื่อให้เพชรได้เห็นอนาคตตัวเอง
เพชรข้ามเวลามาอีก 19 ปีข้างหน้า และได้เห็นภาพของพิมพ์ (สินจัย) ในวัย 43 ปี ที่มี เหมือนไหม (แกรนด์) เป็นลูกสาว เพชรดีใจคิดว่าเป็นลูกของตัวเอง ทว่าที่แท้สามีของพิมพ์คือพิษณุ เพชรเสียใจมาก จึงกลับไปยังบ้านเก่าในอนาคต ทุกคนตกใจราวกับเห็นผี เพชรจึงได้รู้ว่า เขาเสียชีวิตในคืนวันเที่ยวงานวัดกับพิมพ์นั่นเอง เพชรจึงตัดสินใจอยู่อนาคตต่อเพื่อสืบหาสาเหตุการตายของตัวเอง
เพชรหาวิธีใกล้ชิดพิมพ์ด้วยการไปสมัครเป็นครูที่โรงเรียนสอนร้องเพลงของพิมพ์โดยใช้ชื่อใหม่ว่า พัด ระหว่างนั้น เพชรต้องคอยไกล่เกลี่ยปัญหาให้ กาย (เอ) เด็กรวยเอาแต่ใจ กับ คิด (โตโน่) เด็กร้านกาแฟที่มีใจรักด้านการร้องเพลง พร้อมทั้ง ปิ่น (น้ำตาล) ผู้ทะเยอทะยานอยากดัง และยังได้เจอ โอบอรุณ (รัดเกล้า) และ ต่อ (โอ) คนสนิทของพิมพ์ที่คอยช่วยเหลือเขามาตั้งแต่ในอดีต เพชรได้รู้ว่าครอบครัวของพิมพ์ในปัจจุบันไม่มีความสุขเลย เพราะพิษณุมีวิภาวรรณ (เมย์) เป็นเมียน้อย เพชรต้องการให้พิมพ์กลับมามีรอยยิ้มเหมือนอดีต ขณะเดียวกัน เจ้าพ่อไทรงามก็มาเตือนว่าได้เวลาที่เขาต้องกลับไปสู่อดีตแล้ว..
เรามาดูของเราบ้างเกิดคำถามว่า คนสมัยก่อนโบราณเป็นมะเร็งหรือไม่ นี่จึงเป็นที่มาของเรื่อง ข้ามเวลาหามะเร็งยุคมัมมี่
แม้จะศึกษาลึกถึงระดับเซลล์นักวิทยาศาสตร์ก็ยังบอกถึงสาเหตุของโรคได้เพียงกว้างๆ เท่านั้น เช่น สารพิษ รังสี และเชื้อโรค ที่ไปกระตุ้นให้กลไกการทำงานของเซลล์ผิดปกติและสูญเสียการควบคุมในที่สุด เซลล์ที่ผิดปกตินี้จึงแบ่งตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนกระทั่งผู้ป่วยเสียชีวิต เรามักได้ยินคนพูดกันว่า "เดี๋ยวนี้คนเป็นมะเร็งกันมากขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ" เรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน? ถ้าจริงก็แสดงว่ายุคโบราณไม่มีใครป่วยเป็นมะเร็งเลยสิ เราจะสามารถศึกษามะเร็งจากฟอสซิลได้หรือไม่? โชคดีที่เรามีฟอสซิลอายุกว่า 2,000 ปี ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
ใช่แล้วครับ มัมมี่ นั่นเอง
ศาสตราจารย์ไมเคิล ซิมเมอร์แมน (Michael Zimmerman) และ โรซารี เดวิด (Rosalie David) ศึกษาเนื้อเยื่อจากมัมมี่อียิปต์ เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง เนื่องจากในสมัยอียิปต์โบราณยังไม่มีวิธีการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็ง ดังนั้นหากมีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งก็น่าจะสามารถตรวจพบได้ แต่จากการตรวจสอบเนื้อเยื่อจากมัมมี่จำนวนหลายร้อยศพ พบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งถือว่าน้อยมาก
มัมมี่ที่พบว่าเป็นโรคมะเร็งนั้น ไม่ได้เป็นฟาโรห์หรือขุนนาง แต่เป็นเพียงคนธรรมดาที่ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาศัยอยู่ที่โอเอซิสดาคลา (Dakhleh หรือ Dakhla) ในช่วง 200-400 ปีก่อนคริสตกาล แสดงให้เห็นว่าในยุคโบราณแทบจะไม่มีคนป่วยเป็นโรคมะเร็งเลย ซิมเมอร์แมนและเดวิดสรุปว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะในยุคโบราณมีปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งน้อยกว่า แล้วทำไมอยู่ดีๆ โรคมะเร็งกลายมาเป็นโรคยอดนิยมในปัจจุบันไปได้?
ซิมเมอร์แมนและเดวิดเสนอว่าอาหารการกินและมลพิษที่เราสร้างขึ้นคือสาเหตุของโรคมะเร็ง หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องแค่นี้ใครๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว ใช่ครับ แต่งานวิจัยนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่า โรคมะเร็งเกิดจากฝีมือมนุษย์ล้วนๆ เพราะถ้าในธรรมชาติไม่มีปัจจัยใดๆ ที่ทำให้เป็นมะเร็งได้เลย ก็หมายความว่าโรคมะเร็งเกิดขึ้นจากปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเองทั้งหมด ทั้งอาหารการกิน อุตสาหกรรม สรุปคือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นแหละ ที่ทำให้เราป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งก็สมเหตุสมผลที่เดียว เพราะปัจจุบันอาหารต่างๆ ที่เรากินนั้น มีการใช้สารปรุงแต่งต่างๆ ใช้วัตถุกันเสีย ไขมันที่ใช้ประกอบอาหารก็ปลี่ยนไปใช้ทรานส์แฟต (trans fat, อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Trans Fat ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด) เพื่อลดต้นทุนและความสะดวก นอกจากนี้การเผาผลาญเชื้อเพลิงที่เพิ่มมากขึ้นยังปล่อยก๊าซออกมามากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ดูเป็นการมองโลกในแง่ร้ายอย่างสุดโต่ง จึงไม่แปลกที่จะมีผู้ออกมาโต้แย้ง
ความเห็นแย้งที่มีมากที่สุดคือ มะเร็งนี่มันเป็นโรคที่เกิดในผู้สูงอายุ คนที่ป่วยเป็นมะเร็งตายก็คนแก่ๆ ทั้งนั้น พวกคนในยุคอียิปต์อายุขัยน้อยกว่าคนยุคนี้ตั้งเยอะ ส่วนใหญ่ตายก่อนแก่กันทั้งนั้น แล้วจะป่วยเป็นมะเร็งได้ยังไงกัน ที่เจอมัมมี่ที่เป็นมะเร็งแค่นิดเดียวก็ไม่เห็นจะแปลก อีกประเด็นหนึ่งคือมัมมี่อียิปต์ผ่านมาตั้งหลายพันปี เนิ้อเยื่อมะเร็งอาจจะสลายไปหมดแล้วเลยตรวจไม่พบก็ได้ เพราะนั้นจะมาโทษแต่มลพิษกับอาหารว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งล้วนๆ ไม่ได้หรอก
แต่ประเด็นนี้ซิมเมอร์แมนและเดวิดก็มีข้อโต้แย้งเช่นกัน จริงอยู่มนุษย์สมัยอียิปต์โบราณ มีอายุขัยน้อยกว่าสมัยนี้ แล้วก็ตายก่อนแก่เป็นส่วนใหญ่ ถึงจะไม่ได้ตายเพราะมะเร็งแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นมะเร็งนี่ มัมมี่ที่พบว่าเป็นมะเร็งก็ไม่ได้ป่วยตายเพราะโรคมะเร็ง เพียงแต่ตรวจพบว่ามีเซลล์มะเร็งเฉยๆ ถ้าบอกว่ามะเร็งพบในคนอายุมาก แล้วมันต้องมากขนาดไหนล่ะ? จากการตรวจสอบมัมมี่จำนวนหนึ่งก็พบอาการของโรคหลอดเลือดแดงตีบและโรคกระดูกพรุน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ หมายความว่ามัมมี่เหล่านี้มีอายุมากพอที่จะป่วยเป็นมะเร็งได้ ในทางกลับกันไม่พบมะเร็งกระดูกในมัมมี่ ทั้งที่เป็นมะเร็งที่พบมากในวัยหนุ่มสาว เพราะฉะนั้นอายุขัยจึงไม่ใช่เหตุที่ทำให้คนโบราณไม่ป่วยเป็นมะเร็ง
ส่วนเรื่องที่เซลล์มะเร็งอาจโดนทำลายไปนั้นซิมเมอร์แมนและเดวิดได้ทดลอง จนสามารถพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการทำมัมมี่นั้นช่วยเก็บรักษาเซลล์มะเร็งไว้ได้ดีกว่าที่รักษาเซลล์ปกติเสียอีก จึงไม่ต้องห่วงเวลาเซลล์มะเร็งจะสลายไปเพราะเซลล์ปกติของมัมมี่ก็ยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์
หลักฐานที่บันทึกเกี่ยวกับโรคมะเร็งนั้นแม้แต่หลังจากยุคอียิปต์ก็พบน้อยมาก ในกรีกมีบันทึกเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากเนื้องอกอยู่บ้าง แต่รายงานทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ที่เกี่ยวกับมะเร็งนั้น มีขึ้นในปี ค.ศ. 1775 หรือเมื่อประมาณ 200 กว่าปีก่อนเท่านั้น ซึ่งอาจอนุมานได้ว่ามะเร็งพึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดในช่วงนี้เอง
งานวิจัยนี้เป็นสิ่งที่ย้ำให้เห็นว่า การที่เราวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปจนเสียสมดุลส่งผลกระทบมากขนาดไหน ขณะที่สังคมพัฒนาไป เราสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมามากมายและขณะเดียวกันก็ทำลายสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย ทำให้วิถีชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มะเร็งและอีกหลายโรค จึงเป็นผลกรรมจากสิ่งที่เราเคยก่อไว้เอง อย่างไรก็ตาม เราคงไม่สามารถย้อนกลับไปใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ถ้ำได้ สิ่งที่พอจะทำได้มีเพียงการรักษาสิ่งแวดล้อมเอาไว้ ไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าหากหากธรรมชาติเสียหายมากไปกว่านี้มนุษย์จะได้รับผลกรรมอะไรอีกบ้าง
อ้างอิง
"Cancer: an old disease, a new disease or something in between?", A. Rosalie David & Michael R. Zimmerman, Nature Reviews Cancer 10, 728-733, October 2010
"Scientists suggest that cancer is purely man-made", manchester.ac.uk











































































































































































